เรื่องที่จะมาเล่าในครั้งนี้ก็คือ "ดวงตาและสายตา" อันเป็นปมด้อยของเราเอง
แต่ที่มาเล่าในครั้งนี้ก็ไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจอะไรหรอก แค่มาแชร์ความรู้อีกหนึ่งหนทางก็แค่นั้น...
เอ๊ะๆ พออ่านมาถึงตรงนี้บางคนอาจจะเดาว่า เราคงจะมาพูดเรื่องเลสิก
ขอบอกก่อนนะว่าไม่ใช่จ้า~~
ท้าวความแต่ดั้งแต่เดิมก่อนดีกว่า... ตามสไตล์การเขียนบล๊อคที่เดิมๆ
เรื่องมีอยู่ว่า เราเริ่มสายตาสั้นเร็วมาก คือเริ่มตั้งแต่ประถมหนึ่ง เท่าที่จำได้ก็คือ ตอนดูทีวีจอใหญ่ที่บ้านชั้นหนึ่งอยู่ดีวันนึง พ่อก็ทักขึ้นมาว่า ทำไมเพ่งตาดูทีวีอย่างนั้น พรุ่งนี้แม่พาไปหาหมอตาดูหน่อยละกัน...
หลังจากทำความรู้จักกับคุณหมอ ณ คลินิกตาย่านสระพานหัวช้าง เด็กน้อยหน้าแบนก็ได้แว่นตาสุดจะเฉิ่มคู่ใจกลับมา พร้อมด้วยค่าสายตาสั้น 50... เด็กน้อยไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมองไม่ชัดหรอกในช่วงแรก มารู้ตัวอีกทีสายตาเจ้ากรรมมันก็ค่อยๆเพิ่มตามความเหี่ยวย่นของวัย แถมพ่วงเอียงมาอีกตั้งแต่ช่วงม.ต้น ที่ถือว่าพีคขึ้นมากโดยไร้สาเหตุ เอ๊ะ??? ที่จริงมันก็ไม่ได้ไร้สาเหตุหรอก เพราะมันคือสายตาสั้นตามกรรมพันธุ์หน่ะ ก็ปลงกันไปตามสภาพทำอะไรไม่ได้
พอเริ่มเข้าม.ปลายวัยเริ่มอยากสวย เราเลยไม่ลังเลที่จะลองใส่คอนแทคส์เลนส์ดู ซึ่งก็เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้คนสายตาสั้นได้ดีจริงๆ ใส่มันเรื่อยมาพร้อมๆกับดูแลรักษาสายตาด้วยดี เพราะรู้ตัวดีว่าตัวเองสั้นเยอะกว่าคนอื่น ถ้าใส่คอนแทคส์ไม่ได้ขึ้นมาชีวิตป้าแว่นคงจะกลับมาในเร็ววัน
(ซึ่งการเป็นป้าแว่นมันไม่สะดวกในหลายๆเรื่อง เอาเป็นว่าขอสมมุติให้ทุกคนเข้าใจตรงนี้ละกัน)
จนกระทั่งตอนที่เรียนจบมหาลัยแล้วก็กลับมาที่ไทยนี่แหละ
เริ่มทำงานออฟฟิศใหม่ไปได้เดือนนึง...
จู่ๆก็เริ่มใสคอนแทคส์ไม่ได้เลย ใส่ยังไงตาก็แดง เส้นเลือดฝอยขึ้นตลอด
หาหมอตาทุกเดือน ตอนแรกก็นึกว่าคอนแทคส์ชั้นสกปรกรึไง หรือว่าเบสเคิร์ฟของเลนส์ไม่พอดีกับลูกตาชั้น ตรวจหาสาเหตุสารพัดสารเพ... ทำยังไงก็ใส่มันไม่ได้
จนต้องกลับมาใส่แว่นสายตาเพื่อดำเนินชีวิตประจำวันในรอบหกปี
ทว่า...คนมันอยากกลับมาสวย อยากสบาย
ความคิดที่ว่าอยากทำเลสิกก็เลยลอยมา หาข้อมูลไม่นานก็ลองเข้าไปตรวจกับคลินิกนึงเพื่อประเมินสภาพสายตาว่าจะสามารถทำเลสิกได้มั้ย
และแล้วกรรมก็นำพา
เพราะว่ากระจกตาเราบางกว่าคนทั่วไป แถมดันสั้นและเอียงเยอะมาก การทำเลสิกจึงเรียกได้ว่าไม่มีประโยชน์เลยที่จะทำ ซึ่งเทคโนโลยี ณ ขณะนี้ก็มีอีกทางเลือกนึงคือ การผ่าตัดใส่เลนส์เทียมเสริมเข้าไป ซึ่งก็เหมือนการยัดคอนแทคส์เลนส์แบบถาวรเข้าไปในลูกกะตาคุณๆหน่ะแหละ มีความซับซ้อนยุ่งยากมากกกกกกกกกกกกกกก
เพราะว่าไม่ใช่ว่าใส่ลงไปแล้วจบ เพราะว่าคนที่จะใส่เลนส์เสริมนี่ต้องเจาะรูใน...เอิ่มซักส่วนของลูกกะตาอ่ะแหละ ให้มันมีรูพรุนเพื่อท่ายเทแรงดันและน้ำเวลาที่ยัดเลนส์เสริมเข้าไป
(อ่านถึงตรงนี้เข่าก็เริ่มอ่อน)
พอเซลล์บอกราคา เราดันเข่าอ่อนกว่า....
โอ้ววววววววว ค่าทำสวยนี่ผ่อนรถได้ราวๆหนึ่งในสามซะแล้ว
เซลล์คงเห็นเราทำหน้าเศร้าเลยส่งนามบัตรเล็กๆให้ใบนึง เหมือนเบาะแสสุดท้ายของหล่อนแล้วนะยะ
แล้วบอกว่าลองไปปรึกษาคุณหมอตามนามบัตรดู
***********************************
หนึ่งเดือนต่อมา หลังจากทยอยเคลียร์งาน เราก็ได้ฤกษ์ไปหาคุณหมอตามนามบัตรที่ได้มา
หาหมอครั้งนี้หมอก็เช็คหลายอย่าง ทั้งล้างตาด้วยน้ำเกลือ ย้อมสีตาบลาๆ
แล้วคุณหมอก็บอกว่า "นังหนู เอ็งตาแห้งหน่ะ"
นังหนูก็เลยถามไปว่า "แล้วหนูจะกลับมาใสคอนแทคได้บ่"
หมอก็นึกอยู่สามวิ แล้วตอบกลับมาว่า "เอ็งก็ต้องไปลองดู"
นังหนูตอบกลับไปว่า "ลองมาหลายแล้ว แดงเดือดทุกรอบ"
หมอเลยบอกว่า "งั้นลองเปลี่ยนชนิดเลนส์ดูละกัน ปกติเอ็งใส่แบบซอฟท์เลนส์ใช่มะ"
นังหนูก็ทำหน้าซื่อตอบไปว่า "ก็ใช่น่ะสิ มันมีแบบอื่นด้วยเรอะ"
หมอก็เปิดแฟ้มประวัติดูๆ แล้วก็ส่งค่าสายตาให้พยาบาล พร้อมสั่งว่า
"พานังหนูนี่ไปใส่แบบเซมิ ฮาร์ดดูข้างล่าง"
ทันทีที่ลองใส่ก็พบเลยว่าทำไมคนเขาไม่ใส่กัน เพราะว่ามันเคืองตาจริ้บเป๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
ใส่ค้างไว้ก็ต้องเดินขึ้นไปให้หมอดูอีกรอบ หมอก็ถามว่าเป็นไง โอเคมั้ย ที่หมอดูๆน่าจะไม่มีปัญหา อยู่ที่ตัวเอ็งแหละว่าจะทนเคืองตา(ช่วงแรกๆ)ไหวหรือไม่ไหว
นังหนูนั่งคิดพิจารณาอยู่หนึ่งนาทีกับอีกแปดวิ ประมวลผลแล้ว นังหนูต้องได้แต่ตอบหมอว่าคงต้องลองดูหล่ะ ไม่งั้นชีวีของข้าก็คงหมดหนทางเห็นภาพชัดๆแบบไร้แว่นแล้ว...
*****************************************
สรุปชีวิต ณ ตอนนี้ก็สามารถกลับมาใส่เลนส์ได้เหมือนเดิมแล้ว(???)
หลังจากที่สัปดาห์แรกที่ใส่นี่เคืองแทบจะตลอดเวลา ต้องหยอดน้ำตาเทียมทุกชั่วโมง แถมตาก็ยังเส้นเลือดขึ้น เล่นเอาจิตตกเลยว่าสงสัยจะหมดโอกาสจริงๆซะแล้วชั้น แต่ก็ดันทุรังใส่มันไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายพอผ่านไปซักอาทิตย์นึงลูกกะตามันก็เริ่มปรับตัวเข้ากับเลนส์ใหม่ ตอนนี้ก็เลยสบายตาขึ้นมา แต่ก็มีคอยหยอดน้ำตาเทียมซักวันละสองรอบ
ก็เลยอยากจะมาแชร์กับบางคนที่อาจจะอยู่ในสถานการณ์คล้ายคลึงกันกับเราก่อนหน้านี้
ว่าให้ลองศึกษาการใช้งานเซมิฮาร์ดเลนส์ดู
เท่าที่หาข้อมูลมากับคุยกับเจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาลและคุณหมอเกี่ยวกับเลนส์ชนิดนี้ก็มีดังนี้
           - เลนส์นี้เป็นประเภทเซมิฮาร์ด หรือกึ่งแข็งกึ่งนิ่ม ในไทยไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก แต่ที่ญี่ปุ่นคนใช้เยอะอยู่ (งั้นเหรอ ตรงนี้ไม่เห็นจะรู้มาก่อน) เลนส์ประเภทนี้แม้ว่าจะมีสัมผัสที่แข็งก็จริง แต่สามารถถ่ายเทอ๊อกซิเจนให้กับดวงตาได้ดีที่สุด ซึ่งดีกว่าแบบซอฟท์ซะอีก แล้วก็ยังไม่ดูดน้ำออกจากลูกกะตาคนใส่ด้วย ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้คนตาแห้งก็สามารถใส่ได้ หมอยืนยันเหลือเกินว่ามันดีกว่าซอฟท์...
           - เลนส์มีอายุการใช้งานยาวนานเป็นรายปี หรือถ้าดูแลดีๆอาจใช้ได้ถึง 2-3 ปีเลยทีเดียว
           - อย่างไรก็ดี มันก็ต้องดูแลเยอะกว่าแบบซอฟท์ เพราะมีน้ำยาจุกจิก อุปกรณ์เพิ่มเติมเพียบ
             (ตอนไปรับเลนส์จากทางรพ.เรายังนึกว่านี่เราจะมาทดลองวิทยาศาสตร์รึเปล่าเนี่ย ดูอุปกรณแต่ละชิ้นแล้วเพลีย เยอะเหลือเกิน) และอีกอย่างคือ น้ำตาเทียมก็กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเราไปเลย ทั้งๆที่ช่วงที่ใส่ซอฟท์นี่ไม่เคยใช้เลยซักนิด
           - และที่สำคัญคือ มันแพง ส่วนที่แพงนี่ขอบอกก่อนว่าไม่ใช่ตัวเลนส์ แต่เป็นตัวน้ำยาล้างตังหาก ยังไม่พอมันยังหาซื้อยากอีก... ซึ่งเรายังไม่รู้แหล่งซื้อเพิ่มเลยเนี่ย ไม่งั้นก็ต้องไปให้ทางรพ.โขกกำไร (TT ^ TT)
           - อ่อ ลืมไปอีกข้อว่ามันจะเคืองตาด้วย
เรื่องสายตาเรา เราก็คงต้องดูแลให้ดีที่สุด แต่ว่าตั้งแต่ทำงานออฟฟิศมา ค่าสายตาก็ดันเพิ่มขึ้นอีก กรรมเหลือเกิน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้หยุดเพิ่มมาตั้งแต่ที่เริ่มใส่คอนแทคส์ครั้งแรกแล้ว คงได้แต่ปลงต่อไปว่า พอแก่ตัวขึ้นมากกว่านี้ก็คงจะได้สายตาสั้น ยาวและเอียงในครั้งเดียวกันอีก
โบราณเค้าถึงว่า "การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ"
แต่จะบอกว่าถึงไม่มีโรคเลย แต่ไร้ลาภเช่นกัน อิชั้นก็คิดหนักหล่ะค่ะ
ว่าแล้วก็ขอจรลี.....................................................................................