ทริปโตเกียว+รีวิว Tokyo Banana's Kurobe
posted on 25 Nov 2007 16:53 by cheshire in Memento
อย่างที่เล่าไปในเอนทรี่ที่แล้วว่าในที่สุดกระเหรี่ยงน้อยก็ได้เข้าเมืองแล้ว
(โหลดรูปโหดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด)
ทริปนี้กินเวลาสี่วัน ตั้งแต่วันพุธถึงค่ำวันเสาร์
เราออกเดินทางจากสนามบินที่ฟุกุโอกะ บินโลว์คอส(เพราะว่างก ๕๕๕) มาลงสนามบินฮาเนดะที่โตเกียว
ถึงฮาเนดะประมาณสิบโมงครึ่ง สามสาวก็กระเตงกระเป๋าขึ้นรถไฟไปลงสถานีโยโกฮาม่า แล้วก็เปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสายมินาโตะมิไร เพื่อไปยังไชน่าทาวน์ ใช่แล้วเพราะว่าจุดประสงค์ของการไปไชนาทาวน์คือ บุฟเฟต์อาหารจีน!!!!
ในแถบไชน่าทาวน์จะมีร้านอาหารจีนเยอะมาก เยอะกว่าเยาวราชแต่ความเจ๋งก็มิอาจเทียบเยาวราชบ้านเราได้หรอก หลังจากเดินสำรวจไปเรื่อยๆก็จะแถวนี้นอกจากร้านอาหารจีนแล้วก็จะมี...ร้านเกาลัคที่คนขายพยายามจะยัดเยียดให้เราชิมเกาลัคเหลือเกิน แล้วก็ซาลาเปา ที่ชอบมากก็คือมีซาลาเปารูปหมีแพนด้าขายด้วย น่ารักมากๆ แต่ก็ไม่กิน เพราะว่าเดี๋ยวมันจะไปกินพื้นที่ในกระเพาะเสียก่อน หลังจากเดินเล่นไปได้ซักพัก พวกเราก็เริ่มหิวกัน ก็เลยตกลงว่าจะกินร้านเดิมที่นุ่นเล็กเคยกินเพราะว่าร้านนี้มีเป็ดปักกิ่งที่เราอยากกิน ร้านนี้จำชื่อร้านไม่ได้แล้ว ๕๕๕ แต่คนกินเยอะใช้ได้ อาหารก็เป็นเมนูติ่มซำแบบเมืองไทย มีให้เลือกประมาณสามสิบสี่สิบอย่างได้(มีของหวานด้วย) ร้านนี้ตกแล้วคนละ 2,380 เยน นับว่าราคาสูงเมื่อเทียบกับบุฟเฟต์ทั่วๆไป แต่เอาเหอะวะ อยู่ญี่ปุ่นโอกาสกินอาหารจีน สำหรับเราแล้วคิดเป็น 1% (มาญี่ปุ่นได้ปีกว่า เรากินอาหารจีนไปแค่สองครั้ง และจากทั้งสองครั้งก็พบว่า...ไม่อร่อยเท่าเมืองไทย)
หลังจากหนังท้องตึง...พวกเราก็เลยเดินไปยังสวนสาธารณะริมทะเลที่อยู่ใกล้ๆ แล้วก็เดินเลียบไปเรื่อยๆจนถึงแถบโยโกฮาม่าเบย์ ที่มีชิงช้าสวรรค์อันใหญ่ๆ อยากขึ้นใจจะขาด...แต่เพื่อนเราที่มาด้วยมันไม่อยากขึ้นกันเลยซักคน มันบอกเหตุผลว่า...ก็ขึ้นไปแล้วก็นั่งมองหน้ากันเองเนี่ยนะ ถ้ากับผู้ชายก็จะไม่ว่าหรอก (=_=)^(เออ อยากบอกว่ากรูก็คิดแบบนั้นเหมือนกันแหละ)
ตกเย็น เรากับเพื่อนก็นั่งรถไฟไปหาอาจารย์คนไทยที่จะไปพักด้วย ปรากฏว่าอาจารย์กับแฟนพาพวกเราไปกินเนื้อย่างต่อ (ซึ่งตอนนั้นเรากินข้าวเย็นไปแล้วเป็นโดเรียทะเลจานบะเหอะ) ด้วยความที่เกรงใจอาจารย์ เพราะว่าอาจารย์รอกินข้าวกับพวกเราถึงสองทุ่มครึ่ง เราก็เลยต้องกินต่อไปอีกหนึ่งมื้อใหญ่...
ผลก็คือ...ชั่งน้ำหนักที่บ้านอาจารย์คืนวันนั้น น้ำหนักขึ้นไปถึง 57 กก. (ขึ้นมาร่วมห้าโล) เป็นน้ำหนักสูงสุดในชีวิตสถิติใหม่เลย ปกติหนักมากสุด 55 กก. บอกได้คำเดียวว่า "งิ่ด" สุดๆแต่ก็ไม่หยุดกิน เพราะว่านานทีปีหนจะได้เข้าเมือง
พอวันรุ่งขึ้น พวกเราก็มีแผนไปดิสนี่ย์ซีกัน
ก่อนออกจากบ้านอาจารย์ก็ขุนพวกเราต่อด้วย Krispy Kreme เป็นอาหารเช้า (แล้วกรูจะผอมมั้ยชีวิต...) ออกจากบ้านอาจารย์ราวๆเก้าโมงครึ่ง แต่กว่าจะไปถึงดิสนีย์ซีก็เกือบๆเที่ยง เพราะว่าต้องนั่งรถไฟข้ามมาตั้งแต่โยโกฮาม่า โตเกียวแล้วก็ชิบะ ขอบอกว่านั่งจนเหนื่อยเลย
เรากับเพื่อนก็เล่นโน่นเล่นนี่ไปไม่กี่อย่าง ถ่ายรูปแล้วก็ไปกินข้าวเที่ยงที่เมืองของอาละดิน แล้วก็เดินอยู่ในดิสนี่ย์ซีจนราวๆห้าโมงเย็นก็กลับ เพราะว่าทนความหนาวไม่ไหว(ถ้าดึกๆจะมีพลุให้ดู)แล้วก็ไม่อยากนั่งรถไฟแน่นๆเป็นปลากระป๋องด้วย
ขากลับก็นั่งรถไฟไปหาอะไรกินที่โตเกียวเอกิ...(ที่คนเยอะมาก เยอะจนกลัว เยอะที่สุดเท่าที่เคยเห็นในชีวิต) ร้านอาหารคราวนี้ก็เป็นร้านอุด้งที่ดูธรรมดาๆ แต่อร่อยมากๆ หลังจากอิ่มท้องกันแล้วพวกเราก็เดินทางไปยังโรงแรมที่อิเคบุคุโระ
วันที่สาม เพื่อนเราไปเวิร์คชอบโยคะกันตั้งแต่ตีห้า
เราก็นอนต่อจนถึงเจ็ดโมง (ดันฝันเพ้อเจ้อแบบที่อยากให้มันเป็นจริงใจจะขาด แต่มันคงเป็นไปไม่ได้...) อาบน้ำแล้วก็ออกจากโรงแรมราวๆแปดโมงครึ่ง นั่งรถไฟมาที่ชิบุย่าที่นัดเจอกัน แต่พอถึงสถานีเพื่อนเราสองคนมันดันโทรมาบอกว่า ต้องไปเข้าเซมินาร์โยคะต่อถึงสิบโมงครึ่ง เราก็เลยเดินเตร่คนเดียวไปเรื่อยๆแถวนั้น แต่แล้วจู่ๆความอยากกิน Chocolate Mint Mocha ของสตาร์บัคก็พุ่งกระฉูด เนื่องจากยังไม่มีอะไรลงท้องเลยแถมอาการก็หนาว เราก็เลยเดินเตร่หาสตาร์บัคนานมาก เพราะว่าดันเดินไปอีกด้านของชิบุย่าที่มีแต่ตึกที่เป็นออฟฟิส พอรู้ตัวก็เลยเดินย้อนกลับมาด้านที่เจริญแทน พอเจอสตาร์บัคแทบจะกระโดดกอด เลยเดินเข้าไปสั่งเอาไซส์ Tall เลย ทั้งๆที่ปกติจะกินแค่ Short แถมซื้อสโคนมาหมายมาดว่าต้องยัดลงกระเพาะให้ได้ แต่แล้วที่นั่งดันเต็ม เลยต้องเดินซดกาแฟชมชิบุย่าคนเดียวต่อไป เดินจนเราว่าเราเดินทั่วแล้ว แต่ดูวี่แววแล้วเพื่อนเรามันคงเสร็จตอนเที่ยงแน่ๆ งั้นตรูหนีไปอาซากุสะคนเดียวดีกว่า (ชวนพวกมันแล้วไม่มีใครยอมไป เพราะว่ามันเคยไปกันหมดแล้ว) เราก็นั่งรถไฟสายกินซ่าจากชิบุย่าไปอาซากุคนเดียวกินเวลาราวๆครึ่งชม. ไปก็เดินพรวดๆเพื่อไปไหว้เต็มที่ ๕๕๕ แล้วก็ขอพรเสี่ยงเซียมซี ซึ่งก็ได้ออกมาว่า "ดีมาก" ขอให้เป็นเช่นนั้นเถอะค่ะ เพี้ยง!!!
หลังจากกลับมาเจอกันอีกรอบที่ชิบุย่าก็หาข้าวเที่ยงกินกัน แล้วก็เดินๆๆๆๆๆๆ จนเบื่อแล้วก็ไปฮาราจูกุกันแล้วก็เดินๆๆๆๆๆๆๆๆ หลังจากจบฮาราจูกุพวกเราก็ไปต่อกันที่โรปโปงงิ กินอาหารอิตาเลี่ยนที่อร่อยมากๆ (กินดีทุกมื้อจริง สมควรแล้วที่น้ำหนักมันขึ้น) พอเสร็จแล้วก็ไปเดินเล่นต่อที่โตเกียวมิดทาวน์ในย่านโรปโปงงิ จนถึงประมาณสามทุ่มกว่าๆ พวกเราจึงได้ฤกษ์เสร็จกลับ แต่ทว่าคืนนี้ต้องกลับไปนอนบ้านอาจารย์อีก... แน่นอว่ากว่าจะถึงบ้านอาจารย์ที่โยโกฮาม่า...ก็ห้าทุ่มครึ่งพอดิบพอดี
วันที่สี่ วันสุดท้าย...
กว่าจะตื่นกันก็ร่วมเก้าโมงครึ่ง วันนี้พวกเราไม่มีแพลนว่าจะไปไหน อาจารย์กับแฟนก็เลยพาไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้าน "แก้วใจ" ในตัวเมืองโยโกฮาม่าที่พวกเราไปเดินเล่นกันวันแรก แล้วก็เดินเล่นกันย่านนั้นต่อจนถึงราวๆบ่ายสาม ก็ลาอาจารย์กับแฟนเพื่อขึ้นรถไฟมาสนามบิน เพื่อเตรียมตัวกลับมายัง...คิวชูบ้านเรา
กว่าจะถึงบ้านก็ร่วมสี่ทุ่มครึ่ง...ขอบอกว่าเหนื่อยเจรงๆ
*******************************************
ยังไม่จบ...
มาต่อกันต่อกับของฝากจากโตเกียว
คนที่เคยไปเที่ยวโตเกียว น่าจะรู้ดีกันว่าของฝากชื่อดังของโตเกียวก็คือ "โตเกียว บานาน่า" ขนมเค้กไส้คัสตาร์สครีมกลิ่นกล้วย แต่สำหรับคราวนี้มันไม่ใช่โตเกียว บานาน่าแบบธรรมดา แต่เป็น
โตเกียว บานาน่า คุโรเบะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
(ขนมในเครือเดียวกันกับโตเกียวบานาน่า)
หลังจากได้ลองชิมไปหนึ่งชิ้นก็พบว่า "อร่อย" กว่ารุ่นธรรมดา ตัวขนมเป็นเค้กรสโกโก้เนื้อฟูนุ่มๆ มีไส้คัสตาร์สครีมกลิ่นกล้วย เหมาะแก่การซื้อเป็นของฝาก (อันนี้เพราะว่าขนมที่เป็นของฝากจากญีปุ่นส่วนใหญ่ จะไม่อร่อย อันนี้ค่อนข้างอร่อยเลยหล่ะ) คนทั่วไปจะนิยมโตเกียว บานาน่ารุ่นธรรมดามากกว่า แต่เราขอแนะนำรุ่นคุโรเบะ
ส่วนของฝากอีกอย่างที่เราซื้อมาแจกก็คือ
"เค้กสตอเบอร์รี่ กินซ่า"
(อันนี้เป็นขนมในเครือเดียวกันกับโตเกียว บานาน่าเช่นกัน)
ตัวขนมมีขนาดประมาณไข่ไก่ เป็นเค้กไข่เนื้อนุ่มๆ มีรูปสตอเบอร์รี่ตรงกลางตัวขนม หลังจากแกะพลาสติกที่ห่อตัวขนมอยู่ สิ่งแรกที่จะรู้สึกได้ก็คือ "กลิ่นไข่หึ่งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง" หึ่งแบบเลี่ยนมาก แต่พอกัดเข้าไปเท่านั้นแหละ ก็จะได้รสชาติของไส้สองชนิดคือ คัสตาร์สรสหวานอ่อนๆกับไส้สตอเบอร์รี่เปรี้ยวๆหวานๆที่รสชาติเข้ากันได้ดีกับตัวเค้กมาก สำหรับขนมอันนี้เราว่าจะดีมากถ้าไม่มีกลิ่นไข่ แนะนำว่าจะซื้อมาลองกินรึฝากก็ไม่ผิดหวังกับรสชาติ แต่กับกลิ่นนี่...ไม่แน่
ป.ล. เบอร์หนึ่ง รุ่นคุโรเบะอาจจะหาซื้อยากกว่าโตเกียว บานาน่ารุ่นธรรมดาเล็กน้อย
ป.ล. เบอร์สอง ขนมทั้งสองอย่างนี้ เก็บไว้ได้ไม่นาน ทางที่ดีซื้อมาแล้วก็กินให้มันหมดเร็วๆไม่ก็แจกจ่ายคนอื่นซะ
ป.ล. เบอร์สาม เอนทรี่นี้น่าจะติดอันดับความยาวอันดับหนึ่งในบล็อคนี้เลยหล่ะ
]
ขนมน่ากินมากเลยค่ะ
อ่านบลอกนี้แล้วอยากไปเรียนยุ่นใจจะขาด แต่พูดไม่ได้เลย ฮู้ววว
เสียดาย ไม่ได้เล่นtower of terror
คอนเฟิร์มว่าน่ากลัวนิดเดียวเอง (ก้นลอยจากเก้าอี้ไม่ถึงวิ)
#1 By PARAkeet on 2007-11-25 21:29