ไม่ได้อัพบล็อคมาอาทิตย์กว่าๆแล้ว จริงๆก็อยากหาอะไรอัพนะ แต่ไม่มีอะไรจะอัพเลย แม้กระทังตอนนี้ก็ด้วยเถอะ

เลยคิดว่าคราวนี้จะมาเล่าถึงประสบการณ์การทำงานเป็นสาวเสิร์ฟช่วงปิดเทอมหน้าร้อนที่ผ่านมาดีกว่า...

         ก็อย่างที่มิตรรักแฟนบล็อคขาประจำทราบว่า....เมื่อปิดเทอมหน้าร้อน (เดือนสิงหา-กันยา) ที่ผ่านมา เราไม่ได้กลับไทย แกร่วอยู่บ้านนอกสองเดือนเต็มๆ ทั้งที่ชาวบ้านเค้ากลับกันหมด ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราต้องย้ายลงจากหอในมาเช่าบ้านอยู๋ในเมืองเองด้วย ช่วงที่ปิดเทอมใหม่ๆนี่ยุ่งมาก พายุไต้ฝุ่นเข้า...ทั้งๆ ที่ตอนนั้นห้องที่เช่าอยู๋ยังไม่มีอะไรเลยซักอย่าง เป็นห้องเปล่าๆ ที่แม้แต่ไฟยังไม่มีเลย พอจัดการเรื่องบ้านพอจะเข้าที่เข้าทาง เราก็ไปโฮมสเตย์หนึ่งอาทิตย์ พอกลับมาแล้วก็เลยเริ่มหางานพิเศษ...

 

 

        ตอนนั้นก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำอะไรดี คนไทยส่วนใหญ่ก็จะทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟกัน ไม่ที่โรงแรมก็ที่ร้านอาหารในสวนสัตว์ในเมือง ปรากฏว่าเราได้ยินว่ามีเพื่อนคนไทยทำงานอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึงในเมือง เราก็เลยลองไปสมัครที่นี่ดูบ้าง เพราะว่ามีคนไทยทำอยู่ จะได้ไม่เหงาเกินไป แล้วโรงแรมนี้ก็ไม่ไกลจากบ้านเรานัก ปั่นจักรยานไปประมาณสิบนาที สิบห้านาทีก็ถึง ค่าแรงก็อยู่ในระดับมาตรฐาน วิธีสมัครของเราก็คือ เดินเข้าไปถามที่โรงแรมเลยว่ารับสมัครคนทำงานพิเศษมั้ยคะ (เหอๆ โปรดจำไว้ว่า "ด้านได้ อายอด" นะคะ เมื่อมาอยู่ต่างแดนเนี่ย แต่ต้องด้านในเรื่องสมควรแก่กาลเทศะนะทุกคน) คนที่โรงแรมก็สัมภาษณ์เราตอนนั้นเลยประมาณสิบนาที แล้วเค้าก็บอกว่า อีกสองวันจะติดต่อไป...

 

       สองวันถัดมาชีวิตกะเหรี่ยงสาวเสิร์ฟถึงเริ่มต้นขึ้น...

 

       งานที่นี่จะมียูนิฟอร์มป้าๆ ให้เปลี่ยนใส่ด้วยนะ (เหอๆ ใส่แล้วโคตรป้า แยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นเด็กทำงานพิเศษ รึว่าใครเป็นป้าพนักงานประจำ) พนักงานโรงแรมที่นี่ก็จะมีแต่ลุงกับป้าๆ... (=_=^)

 

       วันแรก เราไปทำงานกะเช้า ซึ่งก็คือ ทำความสะอาดห้องพัก... กะเช้างานจะเริ่มตั้งแต่แปดโมงครึ่งถึงราวๆสิบเอ็ดโมง แต่บางทีถ้างานไม่เสร็จก็อาจจะต่อไปถึงเที่ยง (ซึ่งน้อยมากที่จะได้เหนื่อยขนาดนั้น) หน้าที่ที่เราต้องทำก็คือ เปลี่ยนผ้าเช็ดมือในห้องน้ำ เก็บขยะที่อยู่ตามห้อง เรียงสลิปเปอร์ใส่ชั้นให้สวยงาม เอาชุดน้ำชาที่แขกใช้แล้วมาวางไว้ตรงหน้าห้องเพื่อรอเปลี่ยนอันใหม่ แล้วก็มีเก็บผ้าเช็ดตัวกับชุดยูกาตะที่ใช้แล้วมากองรวมกันเอาไว้... อยากบอกว่าไองานหลังเนี่ยแหละสุดโหด เวลาจะเก็บเอามากองน่ะ ไม่เท่าไหร่ จิ้บๆ แต่งานจริงๆ ก็คือ พอเอามากองรวมกันแล้ว ก็ต้องเอากองผ้าเช็ดตัวมามัดรวมกัน แล้วก็อีกกองก็จะเป็นกองยูกาตะมามัดรวมกันเพื่อเอาไปวางไว้ที่ห้องซักล้าง...แล้วเวลาที่มัดรวมกันแล้วต้องขนไปห้องซักล้างเนี่ย แทบจะเป็นลมจริงๆ หนักมากกกกกกกกกก (เนื่องจากมันชื้นๆ) พอทำงานพวกนี้เสร็จก็เอาขยะลงไปทิ้ง เป็นอันเสร็จงานทำความสะอาดช่วงเช้า ความรู้สึกของการทำงานพิเศษวันแรกในชีวิต ก็จำได้ว่าก็เหนื่อยนะ แต่มันก็ไมได้มากมาย มาขายแรงงานมันก็ต้องประมาณนี้อยู่แล้ว แต่ทว่า...

 

       พอวันที่สอง เราทำทั้งกะเช้าแล้วก็กะเย็นเลย กะเช้างานก็เหมือนๆเดิมกับข้างบนหน่ะแหละ ส่วนกะเย็นนั้น จะเป็นงานเหมือนสาวเสิร์ฟพม่าตามร้านอาหารแบบนั้นเลย (ฮา) งานกะเย็นเริ่มตั้งแต่สี่โมงครึ่ง ถึงราวๆสามทุ่มครึ่ง งานที่ต้องทำก็มีเอาอาหารที่วางเรียงอยู่ในกะละมังพลาสติกสี่เหลี่ยมอันใหญ่ (แบกทั้งกะละมังนะ) มาวางเรียงตามโต๊ะอาหาร แล้วก็รอแขกมากิน แล้วก็เก็บจานๆกลับเข้ากะละมัง แล้วก็ทำความสะอาดห้องอาหารอีกเล็กน้อยเป็นอันจบพิธี ฟังแล้วเหมือนง่ายใช่มั้ย แต่พอมาทำจริงๆแล้ว...เราจึงได้ตระหนักว่า ทุกงานก็มีความยากง่ายของมันเอง ยกตัวอย่างเช่น

          - ที่นี่มีชุดอาหารประมาณห้าแบบ แบบนึงมีอาหารประมาณเจ็ดชนิด วิธีวางจาน รึวางอุปกรณ์การกินของแต่ละแบบก็ไม่เหมือนกัน ต้องวางให้ถูกต้อง เราเคยวางช้อนที่เอาไว้กินไข่ตุ๋น แต่ว่าเอาช้อนคว่ำลง ป้าก็บอกว่า ทำอย่างนี้ไมได้นะ ต้องวางหงายขึ้น วางคว่ำลงหมายถึง "กินเสร็จแล้ว"

          - เวลาเก็บจานชามหลังจากแขกกินเสร็จ ก็ต้องแยกอาหารคาวกับพวกแก้วน้ำแล้วก็ช้อนขนมหวาน

          - คนญี่ปุ่นจะกินเบียร์แกล้มกับกับข้าว รอข้าวในหม้อหุงด้วยเตา (อันนี้เป็นของส่วนตัวของลูกค้าแต่ละคน คนละที่ๆ) พอข้าวสุกแล้วก็ค่อยกินข้าวในหม้อ (บ่ใช่ข้าวสวยนะ เป็นข้าวที่ใส่เห็ด แครอทแล้วก็ฟองเต้าหู้) ช่วงที่แขกเริ่มกินข้าวในหม้อ เราก็ต้องไปยกซุปจากในครัวมาเสิร์ฟ แล้วก็ต้องคอยเสิร์ฟน้ำชาให้แขกช่วงนี้ด้วย

         แล้วก็อย่างอื่นอีกบลาๆๆๆ

 

         เราทำงานทั้งสองกะไปได้แค่สามวันก็เลิก... ลดเหลือแค่กะเดียวพอ (ตรูมันไม่อดทน เดี๋ยวจะเหนื่อยเกิน) แล้วเราก็ทำกะเย็นอย่างเดียวตลอดทั้งปิดเทอมหน้าร้อน

 

      สังคมที่ทำงานพิเศษก็จะมีบรรดาป้าๆที่เป็นทั้งพนักงานประจำ แล้วก็พนักงานพาร์ทไทม์แบบพวกเราๆ พวกวัยรุ่นอย่างเราก็จะมีคนไทย คนพม่า คนไต้หวัน คนมองโกลเลีย คนเกาหลี (คนเกาหลีมีอยู่แค่สองคน ซึ่งทั้งสองคนนี้...มาทำอินเทิร์นชิปที่ญี่ปุ่นผ่านทางทุนมหาลัย น่ารัก ตลกแล้วก็นิสัยดีมากๆทั้งคู่เลย) ตอนแรกๆ เราจะไม่ชอบป้าที่เป็นหัวหน้ามาก บวกกับแอบไม่ชอบป้าๆคนอื่นด้วยแหละ เพราะว่าคนละวัยมั๊ง รู้สึกไม่รูจะคุยอะไรดี แต่พอทำไปเรื่อยๆ บรรดาป้าๆก็จะเอ็นดูพวกเราเหล่าวัยสะรุ่นในโรงแรมกันมาก อารมณ์เหมือนครูแก่ๆในโรงเรียนน่ะแหละ ป้าจะชอบเอาขนมมาแบ่งให้กินตอนพักบ้าง เลี้ยงน้ำกระป๋องบ้าง นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายกรณีที่ทำให้นึกถึงป้าๆขึ้นมาจัง

          - เวลาที่มีแขกมาเหมาห้องจัดเลี้ยง ซึ่งก็จะมีกินเหล้าเคล้านารี ๕๕๕ ป้าๆก็จะไม่ให้พวกเราไปดูแล ป้าจะเป็นคนไปดูแลแทน แล้วให้พวกเราคอยดูแลแขกที่ห้องอาหารใหญ่ (ขอบคุณจริงๆค่ะ ที่ทำให้หนูไม่ต้องไปนั่งรมควันบุหรี่ รินเหล้ารินเบียร์ให้ตาลุงทั้งหลาย)

          - เวลาจะยกของหนักมากๆ พวกป้าจะถามเสมอว่า "ไหวมั้ย"

          - ครั้งนึงที่เราต้องขนขวดแก้วที่หมดแล้วไปเก็บ แล้วมันเกิดแตกระหว่างทางขนขึ้นมา มันแตกเป็นชิ้นใหญ่ๆ เราก็เลยเอามือไปหยิบ พอป้าเห็นก็ไม่มีว่าซักคำแต่ตกใจใหญ่เลยที่เราใช้มือหยิบ ก็บอกให้เราเอาไม้กวาดมาทำความสะอาดแน

          - อีกครั้งที่เราทำผิดพลาดหมันต์... ที่โรงแรมเราส่วนใหญ่จะหุงข้าวด้วยไฟวิทยาศาสตร์เหรอ? เรียกไม่ถูกอ่ะ มันเป็นก้อนๆที่เอาไว้จุดไฟตามพวกอาหารต้มๆ ทั้งหลาย ครั้งนั้นเราต้องเอาก้อนนั้นไปวางที่หม้อข้าวใหญ่ แต่ปรากฏว่าเราดันหยิบผิดอัน ดันไปเอาเบอร์ที่เลขน้อยกว่ามาใช้แทน ผลก็คือ...ข้าวไม่สุกไปสองหม้อใหญ่ แล้วถ้าจะจุดไฟต่อ ข้าวก็จะไหม้ วันนั้นรู้สึกแย่มาก เพราะว่าข้าวนั่นกินได้ร่วมยี่สิบคนเลย แต่ป้าก็ไม่ว่าเราอีก แล้วสอนว่า ต่อไปถ้าไม่แน่ใจอะไรต้องมาถามก่อนนะ

          - ที่โรงแรม จะมีกฏว่าห้ามกินรึนำอาหารที่แขกเหลือกลับโดยเด็ดขาด (อันนี้เป็นกฏใหม่ที่เพิ่งออกตอนเราเข้าไปทำ) แต่พวกเราก็ยังแอบกินมั่งหล่ะ เหอๆ ตอนแรก...เราก็ยี้...ไม่เอาอ่ะ ของเหลือ แต่ว่า...มันจะมีกรณีที่แขกเหลือโดยที่ไม่แตะเลยจริงๆ (สภาพสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์) เราก็จะมีเก็บจานไปกินไป ๕๕๕ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะกินเยลลี่กาแฟที่เป็นของหวาน อย่างอื่นไม่กิน มีครั้งนึงที่ข้าวในหม้อใหญ่เหลือ...อันนี้สะอาดชัวร์ เพราะว่าถ้าแขกกินถึงตักเสิร์ฟให้ ป้าพาร์ทไทม์คนนึงก็แอบเอาข้าวในหม้อ มาทำข้าวปั่นให้เรากับเพื่อน เวลาที่เค้าจะเอามาให้ เค้าก็บอกเนี่ย "แอบๆเอาไว้นะ ใส่กระเป๋ากระโปรงรึอะไรก็ได้" เราก็รับมาแล้วก็ขอบคุณ อยากบอกว่าป้าปั้นมาให้ก้อนเท่ากำปั้นเลย ใหญ่บะเอิ้ก แล้วไม่ใช่แค่ก้อนเดียวแต่สองก้อน...เลยต้องยัดกระเป๋ากระโปรงซ้าย-ขวา วันนั้นเลยเป็นวันที่สะโพกบานๆของเรายิ่งบานเข้าไปใหญ่เลย ๕๕๕

 

      คราวนี้ก็มาต่อฝั่งลูกค้ามั่ง...โรงแรมที่เราทำอยู่สามารถแบ่งลูกค้าได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆก็คือ

         - ทัวร์เกาหลี ซึ่งก็จะเป็นทัวร์แบบธรรมดากับกรุ๊ปนักเรียนมาทัศนศึกษาตั้งแต่ประถมยันมหาลัยเลย เพราะว่าทำงานที่นี้เลยได้ความรู้เกาหลีหนึ่งคำคือคำว่า "ผับ" แปลว่า "ข้าว" ๕๕๕ เพราว่าพวกเกาหลีชอบบอกให้เติมข้าวตลอด อ่อแล้วลูกค้าเกาหลีที่มาพักที่นี่...น่าจะมีเพียง 0.1% ที่พูดภาษาอังกฤษได้ (เพราะว่ามีแต่เกาหลีบ้านนอกมาเที่ยว) เวลาจะเอาอะไร พี่แกก็จะพูดมาเป็นภาษาเกาหลีใส่ แล้วพอเราพ่นภาษาญี่ปุ่นใส่ก็จะงง พอพ่นอังกฤษใส่ก็จะเอ๋อ กลุ้มใจสุดๆ มีครั้งนึง (ครั้งเดียวเลยจริงๆ) ลูกค้าเกาหลีพูดขึ้นมาว่า

                    "Can I have a pair of chopstick?"

                    วินาทีนั้นที่ได้ยินภาษาอังกฤษในที่ทำงานครั้งแรก เราแทบจะวิ่งไปหยิบตะเกียบมาให้ซักสิบคู่เลย

           มีอยู่ครั้งนึง ไปดูแลทัวร์คนเกาหลีกับเพื่อนคนเกาหลี เป็นกรุ๊ปเกษตรกรตาๆยายๆ บรรดาคุณตาคุณยายทั้งหลายก็คุยกับเพื่อนเรา เราก็ยิ้มๆไปทั่วๆ (๕๕๕ โปรยเสน่ห์ใส่คนแก่) ผลก็คือ พอบรรดาตายายกินเสร็จ ก็เริ่มมีมาคุยกับเราเป็นภาษาเกาหลี เราก็ยิ้มรับอย่างเดียว เพื่อนเกาหลีก็คอยแปลให้ แต่ที่ชอบก็คือ มีคุณยายชมบอกว่า "เราน่ารัก ผิวสวย" เอิ้กๆชอบจัง

          ส่วนลูกค้าอีกประเภทนึงก็คือ

        - คนญี่ปุ่น แบ่งได้เป็นสามประเภทคือ กรุ๊ปทัวร์ แบบมาเที่ยวเอง แล้วก็แบบมากินเลี้ยงสังสรรค์ ขอบอกว่า...ลักษณะเฉพาะของชนชาตินี้คือ สั่งเบียร์ทุกโต๊ะ...จริงๆ มาเป็นครอบครัวลูกเล็กเด็กแดง แต่คนพ่อก็ต้องมีเบียร์ มากันสองคนคู่รักก็เบียร์ โต๊ะหญิงล้วนก็เบียร์ เหมือนเป็นประเพณีว่าต้องกินข้าวเย็นกับเบียร์

      เทียบกันแล้ว เราชอบลูกค้าเกาหลีมากกว่าเยอะ เพราะว่าพูดไม่รู้เรื่องเลยไม่เรียกร้องมาก ทำสบายๆ แล้วถ้าเป็นกรุ๊ปทัวร์นักเรียนก็จะยิ่งสบายเข้าไปอีก สบายที่สุดเลยมั๊ง... เพราะว่าบรรดานักเรียนพอเดินมาถึงโต๊ะ ก็จะกินๆๆๆๆๆๆ อย่างรวดเร็ว แค่ประมาณครึ่งชั่วโมงไม่มีโอ้เอ้ แล้วก็จะขึ้นห้องไปเล่นกัน พอกินเสร็จเราก็เก็บจานได้เลย สบาย ๕๕๕ แถมเวลาวางอาหารเรียงบนโต๊ะ ก็วางเรียงทุกอย่างลงไปเลย ไม่ต้องมาคอยดูว่า กินอันนี้หมดรึยัง แล้วค่อยยกซุปมาเสิร์ฟ

     .

     ..

     ...

     ....

     .....

     ....

     ...

     ..

     .

     จบแล้วค่ะสำหรับประสบการณ์ทำงานพิเศษเป็นสาวเสิร์ฟสองเดือนของเรา จริงๆแล้วก็ยังมีที่ไม่ได้เล่าอีกเยอะ เป็นประสบการณ์ที่ดีจริงๆ เพราะว่าเราไม่เคยทำงานมาก่อนเลย นี่เป็นงานครั้งแรกจริงๆ แล้วก็เป็นครั้งแรกที่หาเงินได้ด้วยตัวเอง ภูมิใจมากๆเลย การทำงานครั้งนี้ทำให้เราได้รู้ว่า ขนาดงานที่ไม่ได้ใช้ความรู้อย่างงานสาวเสิร์ฟอย่างนี้ ยังต้องใช้ทักษะแล้วก็ไหวพริบเลย เพราะฉะนั้นแล้วงานทุกงานไม่มีงานไหนที่ง่ายหรอก...

 

 

 

 

 

ป.ล. เบอร์หนึ่ง ตัวหนังสือพรืดเลยแฮะ...

ป.ล. เบอร์สอง..ช่วงนี้ดู Snow Queen อยู่ใกล้จะจบแล้ว เศร้าจังยิ่งดูยิ่งเศร้า... สงสารโบรานะ ไม่ใช่ด๊อกกู

ป.ล. เบอร์สาม...อิจฉาคนเกาหลีจัง ทำไมมันเก่งภาษาญี่ปุ่นกันได้ทุกคนเลยฟร๊ะ เรียนแค่แปปๆพูดปร๋อเลย เขียนรายงานก็เก่ง เก่งมันทุกอย่างและทุกคน

*edit* ขอบคุณน้องโมนะคะ สำหรับคำว่า "ข้าว" ภาษาเกาหลี เข้ามาแก้แล้วค่ะ

edit @ 8 Dec 2007 22:22:40 by Cheshire_XxX

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

โห้ย ดีจัง ได้ไปตั้งไกลแนะ อิอิ

เมืองเค้าสวยงามมากเลย ใช่มั้ย

ตอนนี้อยู๋ไหน

#1 By joyzezero on 2007-12-08 16:18

blog สวยดีนะครับ

#2 By เหมันตฤดู on 2007-12-08 16:44

ขอโทดนะค่ะ นอกเรื่องหนอ่ย

คือ ที่จุ๊ๆ ไว้คือ
เหตุผลของการมีอยู่ของโปสการ์ดคือ การได้เห็นผู้ที่ได้ ยิ้มรับค่ะ


ว่าแต่อยู่ ที่เมืองไหนอ่ะหรอ

ไปเรียน หรือทำงานค่ะเนี่ย

#3 By joyzezero on 2007-12-08 18:01

โหๆ
ดีจังค่ะ ได้ทำงานพิเศษจนจบ
เป็นเรา คงทนไม่ไหวมั้ง ฮ่าๆ

#4 By PARAkeet on 2007-12-08 18:18

โหๆ
ดีจังค่ะ ได้ทำงานพิเศษจนจบ
เป็นเรา คงทนไม่ไหวมั้ง ฮ่าๆ

#5 By PARAkeet on 2007-12-08 18:18

เป็นเรื่องเล่าที่ยาว แต่สนุกมากเลย ชอบจัง confused smile

ป้าๆ นี่น่ารักแฮะ อุตส่าห์แอบให้เอาข้าวปั้นกลับไปกินอีกแน่ะ คงสงสารว่าเป็นนักเรียนวัยกำลังกินกำลังนอน?

#6 By Choco on 2007-12-08 19:06

ฟังแล้วเหนื่อยแทนเลยค่ะ

แต่ดูเป็นประสบการณ์ที่ดีนะคะ (น่าอิจฉาๆ)

ป้าๆเค้าก็ใจดีนะคะ เหลิอเชื่อเลยล่ะค่ะ (นึกว่าจะเป็นพวกเฮี่ยบๆ ผิดไม่ได้ซะอีก sad smile )

แล้วมาเล่าอีกนะคะ เราเ

#7 By +|| m i n e y ||+ on 2007-12-08 19:07

ยังพิมพ์ไม่จบ คอมเพี้ยน

ขอพิมพ์ต่อนี้ด~นะคะ

"เรารอเอนทรีหน้าอยู่เสมอ~!!! "

#8 By +|| m i n e y ||+ on 2007-12-08 19:09

เวลาได้ทำงานพิเศษหาเงินใช้เองมันภูมิใจเน้อออ cry
ตอนอ่านถึงเรื่องพวกป้าๆ แอบคิดว่าจะเป็นป้าๆแบบอาจูม่าที่เกาหลี tongue
แต่ไม่ใช่เลย ป้าๆญี่ปุ่นน่ารักกว่าอีกอ่า cry
อาจูม่าเกาหลีที่เราเจอมีแต่โหดๆและนิสัยไม่ค่อยดี เหอๆ
แอบปลื้มป้าๆที่นั่นจริงๆนะคะเนี่ยยย
ทำงานกะเย็นน่าสนุกดีนะคะ มันได้พบเจอคนเยอะแยะดี
แต่เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าข้าวแต่ละชุดวางพวกช้อนไม่เหมือนกัน
ไม่เหมือนไทยเนอะ ช้อนข้างขวา ซ้อมข้างซ้าย ก็กินได้แระ confused smile
คนเกาหลีมันจะเก่งไปซะทุกอย่างเลยใช่มั้ย ฮือๆๆ
แต่เพื่อนเกาหลีเราคนนึงบอกว่า
ที่เค้าเรียนภาษาญี่ปุ่น ไม่ใช่เพราะเค้าชอบญี่ปุ่น
แต่เพราะเค้าอยากจะเรียนรู้ประเทศที่เคยมาทำลายประเทศเค้าไว้
เพราะฉะนั้นมันต้องเริ่มจากการรู้ภาษาญี่ปุ่นก่อน
ความจริงเค้าก็คิดถูกเนอะ 555+ sad smile

อ่า....ข้าว ภาษาเกาหลีอ่านว่า "ผับ" น้า


อากาศหนาวถึงจุดเยือกแข็ง รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

#9 By 유리 on 2007-12-08 20:06

เคยอยากลองทำงานพิเศษแบบนี้ดูเหมือนกันค่ะ แต่กะไว้ขึ้นปีสองก่อนแล้วค่อยทำเพราะว่าจะได้ย้ายลงไปอยู่ในตัวเมือง น่าจะหางานได้ง่ายกว่า..ตอนนี้เลยขอเที่ยวก่อน 5555+

ป.ล.น้อยใจคนเกาหลีเหมือนกันค่ะ เรียนมาแทบตายก็ไม่ได้รู้สึกว่าดีขึ้น คนเกาหลีงี้เรียนนิดเรียนหน่อยก็เก่งขึ้นเว่อร์ๆ แป๊บๆก็พูดได้ละtongue

#10 By *。::Eda::。* on 2007-12-08 20:42

มิตรรักแฟนบล็อคขาประจำ<< ฮาอ่ะคิดได้ 55
ยาวจังแต่ก็นั่งอ่านจนจบ เขียนได้สนุกดีนะเนี่ย
ตอนแรกเห็นที่บอกว่าไปทำนึกว่าจะแบบเป็นพนักงานต้อนรับอย่างเดียว งานไม่หนักมากซะอีกน่อ แต่ก็ทำจบจนได้นะ เก่งจิง
ปล อยากไปอยู่มั่งจังวู้~~

#11 By blueraccoon on 2007-12-08 21:53

อือ คนเกาหลีพูดภาษาอังกิดไม่ค่อยได้กันจิงๆนะ ถึงพูดได้ก็สำเนียงเกาหลีอีกละ ออกเสียงFก็ไม่ได้ ต้องออกเป็นเสียงบ. วันก่อนยังนั่งขำกับเพื่อนเลย พอดีมีงานโชว์ภาพของVangohภาษาเกาหลีเขียนเป็น เบนโคฮึ นะ เท่าที่จำได้ หัวเราะกันซะท้องแข็ง

ที่เจ๊ทำที่ร้านก็หนักแบบนี้แหละ แถมไม่มีตัวช่วย เพราะป้าแกจ้างแค่คนเดียว ล้างจาน ถูร้าน เก็บโต๊ะ เสิร์ฟ ล้างผัก ปอกมัน เทขยะ บลาๆๆ ทำหมดเลยฮ่ะ เจ๊ละเซ็ง เงินก็ได้น้อยกว่าที่ยุ่นเกือบเท่านึงแหนะ ถามเพื่อนยุ่นมาเรื่องเรทค่าทำไบท์ sad smile เหนื่อย แต่ก็ถือเป็นการฝึกภาษา ได้เงิน แถมมีข้าวกิน เลยต้องทนต่อไป เหอๆ

เห็นด้วยว่าคนเกาหลีไม่ค่อยเรื่องมาก คงเพราะเป็นคนทำไรหยาบๆกัน เราเผลอหยาบไปเขาก็ไม่รุสึกว่าเสียมารยาท เพราะเขาหยาบกว่า(ฮา) แต่ถ้าเป็นคนไทยมีหวังโดนเรียกไปเฉ่งแร้ว แต่คนยุ่นนี่พิธีรีตรองเขาเยอะจิง รู้เลยตอนที่ทำงานอยู่บ.ญี่ปุ่น เวลาไปกินข้าวกับนายแร้วเซ็งทุกที

คนเกาหลีก็มีนะ แต่จะเรื่องมากเรื่องมารยาทในการกินเหล้า ซึ่งไม่เข้าใจ ถึงจะเรียนแร้วก็เถอะ เพราะปกติไม่กินโซจู แต่เวลาเสิร์ฟอาหาร ต้องเอากับแกล้มไปเสิร์ฟพร้อมเหล้า ห้ามเอาเหล้าไปเสิร์ฟก่อนเด็ดขาด แร้วกินข้าวเส็ดมารยาทงามต้องเอาช้อนตะเกียบวางบนโต๊ะ แต่คนไทยจะมองว่ามันสกปรกมากกว่านะ ช้อนกินเลอะๆเอาไปวางบนโต๊ะให้มันเลอะโต๊ะเป็นคราบอีก คนที่ต้องไปเช็ดโต๊ะแบบเจ๊ละแอบเซ็งจิต
ห้ายยยยย อยากมีประสบการณ์แบบนั้นมั่งจังเลยครับ

ดีจังเลยครับ ได้เจออะไรใหม่ๆbig smile

#13 By iMase on 2007-12-09 05:41

อยากไปมั่งจัง
อ่านแล้วอมยิ้มทุกบรรทัดเลยค่ะ เขียนน่ารักจริงๆ
ขอแอดนะคะ แหะๆ
โหหห ทำงานหนักเหมือนกันเนอะ ตอนนี้พี่อยากไปเรียนต่อมากๆเลย แต่ปัญหาคือตังค์ไม่มีเพราะมัวแต่บ้าดารา 5555

#15 By ::: MiNaMi ::: on 2007-12-09 13:06

โหววว
ฟังดูน่าสนุกจังเลย~~ (อาจจะเหนื่อย แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่น่าสนุกนี่เนอะ ^^)

ป้าๆ ทั้งหลายก็แสนน่ารักจังเลย~ ^^

แต่เห็นด้วยค่ะว่าคนเกาหลีช่างเก่งภาษาญี่ปุ่น >_< เราเองตอนนี้เรียนภาษาญี่ปุ่น และกำลังอยากจะเรียนภาษาเกาหลี (ญี่ปุ่นยังแทบไม่รอด ยังจะ...)
แต่ท่านแม่คัดค้านไว้ค่ะ แหะๆๆ
เหย เจอคนเกาหลี พูภาษาอังกฤษได้ สุดยอดค่ะ! หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ทำงานหาเงินเอง เป็นอะไรที่น่าภูมิใจนะคะ เก่งจัง

#17 By gallantfoal on 2007-12-10 22:25