เรื่องของซี๊ดส์...
posted on 26 Sep 2009 22:36 by cheshire in ETC
เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งจินตนาการไปไหลละกันว่า
คราวนี้เจ้าของบล็อคที่ดองบล็อคจนเกลือขึ้นหนาสามนิ้วจะมาเขียนเรื่องทะลึ่งแทนบ่นๆบ้าบอๆแบบเดิม
เรื่องของเรื่องก็คือ วันนี้เราจะมาเล่าเรื่องซี๊ดส์ รึก็คือก้อนเนื้อที่เกิดขึ้นภายในร่างกายเราน่ะแหละ
จะว่าไปซี๊ดส์กับมะเร็งมันก็คล้ายๆกัน เพียงแต่ว่าซี๊ดส์มันไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายก็เท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็นมะเร็งละก็...คนละเรื่องแน่ๆ
ตัวเราค้นพบว่าตัวเองมีซี๊ดส์มาร่วมสองปีแล้ว ก่อนหน้านั้นเพื่อนเราคนนึงก็เพิ่งไปจัดการเอาออกเหมือนกันตั้งแต่สมัยม.ปลาย ซึ่งทั้งเราแล้วก็เพื่อนมีซี๊ดส์ที่บริเวณเดียวกันเลยซึ่งก็คือ บริเวณรักแร้ จะว่าไปก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าทำไมมันถึงเป็นขึ้นมาได้ พอถามหมอหมอแต่ละคนก็บอกไม่ค่อยจะเหมือนกันซะเลยสิ (รวมๆแล้วเราหาหมอไปทั้งหมดสี่คน...) บางคนบอกว่าเพราะว่านังหนูใช้โรลออนดับกลิ่นเต่าไงมันเลยสะสมอุดตันรูขุมขน บางคนก็บอกว่าเพราะว่าไปแวกซ์ขนน่ะแหละ ขนมันเลยคุดอุดตันรูขุมขน บ้างก็บอกว่าเพราะถอนขนน่ะแหละ แต่รวมๆแล้วหมอก็บอกว่าใครๆก็เป็นได้
คุณหมอคนแรกเป็นหมอผิวหนัง หาหมอเมื่อราวๆสองปีก่อน พอยกรักแร้ให้หมอดู หมอก็ทำหน้าตายตามสไตล์เจ๊วัยกลางคนผู้เบื่อโลกแล้วตอบกลับมาว่า
"อ๋อ ก็แค่ซีดส์ ไม่อันตรายหรอก ไปให้หมอศัลยฯผ่าออกละกันนะ(อีหนูเอ้ยย)"
จบเคสที่หนึ่ง ป๊ากะม้าจึงวางใจว่าไม่อันตรายแน่นอน เลยได้แต่บอกลูกสาวคนนี้ว่า ไว้ค่อยมาผ่าตอนกลับมาไทยรอบหน้าละกันนะลูก
และแล้วเวลาก็ผ่านไปร่วมสองปีเนื่องจากเหตุหลายๆประการ
กลับไทยเมื่อเดือนกุมภาฯที่ผ่านมา เราก็ตั้งใจเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า
"เออ ครั้งนี้แหละวะ ตรูจะกำจัดไอก้อนเนื้อใต้รักแร้นี่ออกไปซะที รักแร้ชั้นจะได้กลับมาเนียนเรียบแบบคนปกติ"
ป๊าม้าอนุมัติอย่างไม่มีปัญหา พอดีว่ามีญาติแนะนำคุณหมอศัลยฯคนนึงให้ ก็ไปหาหมอคนนั้น
ยกรักแร้ให้หมอดูรอบที่สองก็เหมือนๆเดิม
"อ๋อ เป็นซี๊ดส์น่ะ แล้วเป็นมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย"
"ราวๆสองปีได้แล้วค่ะ"
"เออ งั้นมันก็ไม่อันตรายแล้วหล่ะ ว่าไงจะเอาออกเลยมั้ย"
"....." วินาทีเราก็คิดอยู่นานด้วยความเสียวไส้ ตั้งแต่จำความได้เจ็บสุดของตรูคือเข็มฉีดยา แล้วนี่ผ่าซี๊ดส์มันต้องทำไงวะเนี่ย
"เนี่ยผ่าแปปเดียวก็เสร็จแล้ว ไปห้องผ่าตัดเล็กฉีดยาชา เย็บแผลกลับบ้านได้เลย"
"...งั้นอีกสองวันมาผ่าได้มั้ยคะ"
ตกลงเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าอีกสองวันผ่าแน่ๆ ไอก้อนซี๊ดส์จะได้ลาจากจุกกะแร้ตรูแล้ว คืนก่อนผ่าก็ตื่นเต้นจัดคิดมากจนเอาไปฝันว่าถูกกรีดผ่ารักแร้ควักซี๊ดส์ออกมาในฝันร่วมสามรอบ...
แต่ทว่าเช้าวันผ่านั้นเอง(ก่อนเวลานัดสองชั่งโมง)
จู่ๆไม่รู้ว่าป๊าคิดอะไรมาห้ามทัพเราซะงั้นสิ...
วินาทีนั้น...โล่งอก แต่ในทางกลับกัน เราฉุนมากที่ว่าทำไมในเมื่อไม่อยากให้ทำแล้วทำไมถึงไม่พูดตั้งแต่แรก หัวเสียไปทั้งวัน ม้าก็ได้แต่บอกว่าป๊าเป็นห่วงกลัวว่าซี๊ดส์มันจะเป็นก้อนมะเร็ง แล้วเราจะเกิดกลัวขึ้นมา
วันนั้นเองท่ามกลางความหัวเสียก็ถูกม้าล่อไปกินฮาเกนดาสที่เอสแอนด์พี
แล้วก็ไปตรวจกะหมอศัลยฯอีกคนนึงตอนบ่ายนั้นเอง
"อ๋อ...เป็นซี๊ดส์น่ะ ไม่อันตรายหรอก เอาออกเลยมั้ย"
"...แฮะๆ ขอกลับไปคิดก่อนละกันค่ะ"
เรื่องมันก็จบด้วยดีว่าเออในเมื่อห้ามทัพ ไม่พงไม่ผ่ามันแล้วก็ได้
จนกระทั่งช่วงประจำเดือนมา
(ราวๆหนึ่่งอาทิตย์ถัดมา)
จู่ๆรักแร้เราข้างที่มีซี๊ดส์ก็รู้สึกตึงๆเมื่อยๆขึ้นมา เราก็คิดว่าคงไม่มีอะไรแค่ฮอร์โมนส์พลุ่งพล่าน... จนแล้วจนเล่า...จนแล้วจนเล่าร่วมอาทิตย์ เอ...ทำไมมันไม่หายตึงซะทีหว่า รึว่า...ถึงคราวไม่รอดแน่ตรูทำไงดี กลัวก็กลัวเพราะตอนนั้นตัดสินใจไปแล้วว่าไม่ผ่าแล้ว จะบอกม้าก็กลัว ไม่อยากผ่าแล้วกลัวเจ็บ ทว่ารักแร้ก็เจ็บแล้วก็ตึงขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดที่เวลานอนเราต้องนอนตะแคงเอาข้างที่เจ็บไว้ด้านบน ไม่ก็นอนยกแขนข้างที่มีซี๊ดส์ตลอด
จนในที่สุดก็ทนไม่ไหวสุดๆ เลยบอกม้าว่าเจ็บไม่ไหวแล้ว
แต่ก็ต้องนอนทนไปอีกนึงคืนด้วยความทรมาน
พอวันรุ่งขึ้น(จำได้ว่าเป็นวันอาทิตย์)ก็ทนไม่ไหวจริงๆ เลยต้องไปผ่าที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธเลย (บ้านไม่ได้ใกล้ที่นี่เลยด้วย จะบร้าตาย) ทั้งๆที่หมอศัลยฯที่ญาิติแนะนำมาประจำที่โรงบาลอื่น แถมหมอดันไม่ทำงานวันอาทิตย์อีก
ณ โรงบาลวิชัยยุทธ
"อ่ะโห อีหนูเอ๊ย รักแร้บวมเชียวหยั่งกะลูกมะนาว(เดิมมันใหญ่แค่ปลายนิ้วก้อยผู้หญิง) หยั่งงี้มันอักเสบเป็นหนองแล้ว งั้นเด๋วลงไปขึ้นเขียงที่ห้องผ่าตัดเล็กเลยนะ เด๋วหมอลงไปเชือดให้"
( TTTTTTTTTTTT ^ TTTTTTTTTTTTT )
วินาทีนั้นได้แต่โกรธพ่อตัวเองมาก ไม่เคยเซ็งเท่านี้มาก่อน
เพราะว่ามันอักเสบเป็นหนอง แผลเราคือแผลที่เน่าข้างใน ต่อให้รูดหนองออกหมดตอนผ่า ก็เย็บแผลไม่ได้ ผลก็คือ...ต้องมาล้างแผลทุกวันหนึ่งอาทิตย์ พอมาอาทิตย์ที่สองค่อยดีหน่อยที่...ล้างวันเว้นวัน เกิดมาตรูยังไม่เคยมาโรงบาลได้ถี่ขนาดนี้เลย เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจสุดๆ
จบแล้วสำหรับเรื่องที่น่าจดจำเมื่อปิดเทอมที่ผ่านมา
และสุดท้ายประสบการณ์นี้ทำให้เราหน้าหนามาก
หาหมอแต่ละคนชูรักแร้ให้ดูอย่างไร้ยางอาย ผิดวิสัยกุลสตรี... ที่ยิ่งกว่าคือตอนที่ล้างแผลนั่นแหละ แผลที่ผ่าตัดไปโดนน้ำไม่ได้ เท่ากับว่ารวมๆแล้วเราไม่ได้อาบน้ำรักแร้ข้างนั้นเลยรวมแล้วสองอาทิตย์ บอกตามตรง...สงสารพยาบาลและคุณหมอค่ะ ๕๕๕
ป.ล. เริ่มเบื่อญี่ปุ่นแล้วจริงๆนะ แต่เอาเถอะเทอมสุดท้ายแล้ว
ป.ล.เบอร์สอง เรานี่เวลามีเรื่องผิดใจ ขัดใจกะใครจะต้องมีพรหมลิขิตบันดาลชักพาให้มาเจอะกันเรื่อยเลย ไม่ได้เคืองหรอกนะ แต่ขำจัง หลายรอบแล้ว
ป.ล.เบอร์สาม เบื่อมากที่ต้องเป็นคนกลางแล้วฟังเพื่อนด่ากันเอง เข้าข้างใครก็ไม่ได้ ไม่รู้จะเชื่อใครแล้วก็ไม่อยากเชื่อใครด้วย เพื่อนทั้งสองฝ่าย ทำไมต้องมาเล่าให้ตรูฟังวร้าาาาาาาาาาาาาาาา
เราก็เคยเป็น55
#1 By กะปิ on 2009-09-28 18:20