Memento

หนี Influenza ไปฮิโรชิม่า...

posted on 11 Jul 2009 22:19 by cheshire  in Memento

 

 

อย่างที่เรียนไปให้ทราบเมื่อเอนทรี่ที่แล้ว

มหาลัยปิดหนึ่งอาทิตย์ค่ะ เพราะมีคนติดชินกาตะอินฟลูเอนซ่า (จนป่านนี้ยังไม่รู้เลยว่าเป็นใคร) เรียกได้ว่าตารางของทุกคนรวนกันไปหมดเลย เพราะว่าไม่มีใครคิดว่าจะมีคนติด อิชั้นเห็นฤกษ์ดี ไอ้ครั้นจะอยู่เฉยๆแบบเหี่ยวๆท่ามกลางอากาศที่ฝนตกก็คงจะไม่ดี เราก็เลยตัดสินใจไปเที่ยวเมืองใกล้ๆดีกว่าซักสองวัน เปลี่ยนบรรยากาศ (ที่จริงแล้วงบในกระเป๋ามันไม่ให้ด้วยอ่ะแหละ ไม่งั้นจะไปโซลอีกรอบเลย อยากชอปปิ้ง)

อีกอย่างที่ตัดสินใจไป แทนที่จะอยู่เฉยๆในเมืองแทนก็เพราะว่า  ต่อให้เราอยู่เฉยๆในเมือง เราก็ไม่คิดว่ามันเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อได้อยู่ดี เพราะว่าที่ญี่ปุ่นยังไงคนก็เดินทางไปๆมาๆอยู๋แล้วเป็นกิจวัตร ทั้งอาจารย์ที่ถ่อมาสอนที่มหาลัยเราทั้งๆที่อยู่ต่างเมือง รึแถบฮอนชู ไหนจะพวกเด็กปีสามปีสี่ที่หางานอีก สรุปไม่มีประโยชน์ที่จะเฝ้าระวัง ไปเีที่ยวดีกว่า

 

ที่ๆเราไปครั้งนี้ก็คือ ฮิโรชิม่า เมืองที่ถูกทิ้งระเบิดปรมาณูในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เดิมที่ไม่เคยคิดฝันเลยว่าจะได้ไปเที่ยวเมืองนี้ เนื่องจากไม่อยากไปเห็นสภาพเมืองแล้วก็ผู้คนที่หลงเหลือจากปรมาณูเท่าไหร่ เราคิดเอาเองว่าต้องมีคนพิการ กับคนเพี้ยนๆเต็มเมืองแน่เลย แต่สุดท้ายกลับไม่เป็นแบบที่คิดเลย เจอแต่คนออทิสติกหนึ่งคน เทียบกับเมืองที่อยู่แล้วคนละเรื่องเลยที่มีทั้งคนแก่ คนพิการแล้วก็คนออทิสติกเยอะแยะไปหมด

เรากับเพื่อนซื้อแพคเกจชินกังเซน รุ่นโคดามะที่ช้าที่สุดนั่งจากคิวชูไปยังฮิโรชิม่าใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงก็ถึงแล้ว สบายๆไม่เหนื่อย พอไปถึงก็เอาสัมภาระไปทิ้งไว้ที่โรงแรมก่อนที่จะเดินทางไปมิยาจิม่า ที่เป็นเกาะที่มีศาลเจ้าอิทซึคุชิม่าตั้งอยู่ แล้วก็เช่าจักรยานขี่เล่นกัน ก็สนุกแล้วก็สบายดี เพราะอากาศดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลย ตอนแรกดูพยากรณ์อากาศมาว่าฝนจะตก แต่สุดท้ายก็ไม่

พอวันที่สองนี่สิ...ฝนตกหนักมาก ตกๆๆๆๆเหนอะหนะไปหมดเลย แต่ยังดีที่พวกเราตัดสินใจไปมิยาจิม่าตั้งแต่วันแรกไม่งั้นทริปนี้คงจะล่มสุดๆ วันที่สองนี้พวกเราก็ไปยังพิพิธภัณฑ์ที่รำลึกถึงการที่ญี่ปุ่นถูกทิ้งปรมาณูแล้วก็ไปดูซากตึกโดมที่หลงเหลือจากเหตุการณ์คราวนั้น โชคดีที่เรานั่งโมโนเรลไปลงที่เอบอมบ์โดมก่อน เลยถ่ายรูปเล่นได้อย่างหลั่นล้า ก่อนที่จะเดินฝ่าสายฝนกระหน่ำไปชมพิพิธภัณฑ์ ที่นั่นแหละสุดแสนหดหู่เลย แค่ดูชั้นหนึ่งเราก็น้ำตาตกร้องไห้จนลุงที่เป็นเจ้าหน้าที่หันมายิ้มๆเลย (ไม่ได้หันไปมองลุงหรอกนะ เพราะอายที่ร้องไห้ แต่เพื่อนบอกมาลุงขำเราใหญ่เลย) ที่เศร้าหน่ะมันไม่ใช่อะไรหรอก เราเศร้าที่คนตายเยอะมากแล้วพอนึกถึงตอนที่เคยดูสารคดีที่ถ่ายถึงคนที่รอดจากเหตุการณ์นี้แล้วมันยิ่งเศร้าเข้าไปใหญ่ ว่าทำไมคนเราถึงต้องทำสงครามกันอย่างนี้ ทำไมต้องทะเลาะกันด้วยก็ไม่รู้... แต่สำหรับเหตุการณ์นี้เราจะไม่โทษว่าเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรอก ก็ในเมื่อญี่ปุ่นก็ไปทำไม่ดีกับชาิติอื่นไว้มากเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีที่โดนหนักๆในตอนนั้น แล้วก็มีชาิติอื่นๆอีกเต็มเลย ส่วนพวกอเมริกาก็ใช่ว่าจะดีที่ตัดสินใจคร่าชีวิตคนมากมายถึงขนาดนั้น 

ยังไงสงครามนี่มันก็เป็นอะไรที่แย่จริงๆน่ะแหละ

หดหู่ไปได้ซักพักเราก็ไปเที่ยวต่อย่านฮนมาจิที่เป็นย่านชอปปิ้งแล้วก็ขายของ ก็เดินเล่นไปเรื่อยๆจนถึงเวลากลับน่ะแหละ กว่าจะถึงบ้านก็ร่วมตีหนึ่งได้

เป็นทริปสั้นๆแต่ก็สนุกใช้ได้เลย

 

อย่างน้อยก็ดีกว่าโอกินาว่าสิบเท่า....ขอบอก

 

 

สุดท้ายนี้ก็ขอบอกข้อมูลเกี่ยวกับฮิโรชิม่าหน่อยละกันนะคะ

แหล่งท่องเที่ยว เกาะมิยาจิม่า, พิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูสองที่นี้เป็น World Heritage แล้วก็มีอีกที่นึงเป็นสะพานที่สร้างโดยไม่ใช้ตะปูรึอะไรเนี่ยแหละที่อยู๋นอกเมืองหน่อย อันนี้เลยไม่ได้ไป

อาหารที่ต้องลอง โอโคโนะมิยากิสไตล์ฮิโรชิม่า พิเศษกว่าของโอซาก้าตรงที่ใส่ยากิโซบะลงไปด้วย เหมือนกินยากิโซบะมากกว่ากินโอโคโนะมิยากินะตามความรู้สึกเรา ก็อร่อยใช้ได้ แต่กินเยอะๆก็เลี่ยน เพราะงั้นสั่งมาแบ่งกันกินก็จะอร่อยแบบพอดีๆ, อาหารจากหอยนางรมแล้วก็ปลาซาร์ดีน (หอยเล็กสู้สุราษฏ์บ่ได้ ๕๕๕ จริงๆนะ เพราะว่าขำขวัญสุราษฏ์มีไว้ว่้า หอยใหญ่ ไข่แดง...แล้วอะไรต่อหว่า สรุปว่าที่นี่หอยเล็กละกัน) แล้วก็ทซึเกะเมง ที่เป็นราเมงแบบแห้งมีซอสมาให้จิ้มจุ่ม อันนี้ไม่ได้ลองเหมือนกันเลยแนะนำอะไรไม่ได้

ของฝากจากเมืองนี้ก็มี โมมิจิมันจูที่เป็นขนมแป้งเหมือนแพนเค้ก ไส้เป็นถั่วแดงกวน ครีมชีส ช็อกโกแลต ชาเขียว คัสตาร์ด ลูกเกดแล้วก็บลาๆ (บอกตามตรงว่ามันไม่ได้น่าอร่อยเลย แต่ก็ซื้อมาฝากเพื่อนๆหล่ะ เพราะว่ามันดัง) ของฝากอย่างอื่นก็มีสาเก ผักดองแ้ล้วก็พู่กัน

 

 

 

ป.ล. เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาลงรูปละกันนะ ถ้าไม่ขี้เกียจ ๕๕ วันนี้ไปก่อนหล่ะ จรลีค่ะ